<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>39706</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/06/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/06/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กระทรวง พม.และหน่วยงานในสังกัดจัดงานใหญ่ ‘Thailand  Social Expo 2019’      </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;lsquo;พอช.&amp;rsquo; ชูชุมชนต้นแบบด้านการพัฒนาและแก้ไขปัญหาชุมชน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) และหน่วยงานในสังกัดจัดงานใหญ่&amp;lsquo;Thailand &amp;nbsp;Social Expo 2019&amp;rsquo; ถือเป็นการจัดงานมหกรรมทางสังคมครั้งที่ 2 ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย มีหน่วยงานต่างๆ ร่วมจัดนิทรรศการและออกบูธกว่า 140 บูธ &amp;nbsp;แสดงผลงานและนิทรรศการ &amp;nbsp;การพัฒนาสังคม &amp;nbsp;นวัตกรรมเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ &amp;nbsp;สร้างความเป็นธรรมในสังคม &amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; ขณะที่สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ &amp;lsquo;พอช.&amp;rsquo; ชวนเครือข่ายขบวนองค์กรชุมชนทั่วประเทศร่วมแสดงผลงาน &amp;nbsp;ชูชุมชนต้นแบบด้านการพัฒนาและแก้ไขปัญหาชุมชน ระหว่างวันที่ 5-7 กรกฎาคมนี้ ที่ศูนย์การประชุมเมืองทองธานี&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(ปรเมธี &amp;nbsp;วิมลศิริ)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; นายปรเมธี &amp;nbsp;วิมลศิริ &amp;nbsp;ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) &amp;nbsp;กล่าวว่า&amp;nbsp;&amp;nbsp;ปัจจุบันสถานการณ์ของสังคมโลกเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว &amp;nbsp;ส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตของประชาชนทุกกลุ่มเป้าหมายในทุกช่วงวัย &amp;nbsp;กระทรวงการพัฒนาสังคมฯ &amp;nbsp;ในฐานะองค์กรด้านการพัฒนาสังคมของประเทศ &amp;nbsp;จึงจำเป็นต้องดำเนินการผลักดันและขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาสังคมอย่างเป็นระบบ &amp;nbsp;ด้วยการบูรณาการความร่วมมือกับภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วน &amp;nbsp;ทั้งภาครัฐ เอกชน &amp;nbsp; และภาคประชาสังคมในการขับเคลื่อนเพื่อการพัฒนาสังคมไทยอย่างมั่นคง &amp;nbsp;มั่งคั่ง &amp;nbsp;และยั่งยืน &amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; ดังนั้นกระทรวง พม. &amp;nbsp;หน่วยงานในสังกัด &amp;nbsp;และภาคีเครือข่าย &amp;nbsp;จึงร่วมกันจัดงานแสดงผลงานและนวัตกรรมในการพัฒนาสังคมครั้งที่ 2 ขึ้นมา &amp;nbsp;ถือเป็นงานมหกรรมด้านสังคมที่ใหญ่ที่สุดของประเทศไทย &amp;nbsp;คืองาน &amp;nbsp;&amp;ldquo;Thailand Social Expo 2019&amp;rdquo; ภายใต้แนวคิด &amp;ldquo;ร่วมมือ ร่วมใจ สังคมไทยยั่งยืน &amp;ndash; Partnership for Sustainable&amp;rdquo; &amp;nbsp;กำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 5 &amp;ndash; 7 กรกฎาคมนี้ &amp;nbsp; ที่อาคารชาเลนเจอร์ ฮอลล์ 2 ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี จังหวัดนนทบุรี&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo;ในปีนี้ &amp;nbsp;งาน Thailand Social Expo 2019 &amp;nbsp;จัดขึ้นเป็นปีที่ 2 &amp;nbsp;เพื่อเป็นการต่อยอดและขยายผลของการรวบรวมผลงานนวัตกรรมทางสังคมและเทคโนโลยีเพื่อการพัฒนาสังคมและกลุ่มเป้าหมาย &amp;nbsp;รวมทั้งผลการคิดค้นและการดำเนินงานสำคัญในด้านสังคมของประเทศไทยและภูมิภาคอาเซียน &amp;nbsp;โดยผนึกกำลังบนพื้นฐานการมีส่วนร่วมและการบูรณาการความร่วมมือกับภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วนที่ดำเนินงานด้านสังคมของประเทศไทย&amp;rdquo; &amp;nbsp;ปลัดกระทรวง พม.กล่าวถึงวัตถุประสงค์ในการจัดงาน
&amp;nbsp; &amp;nbsp; งาน Thailand Social Expo 2019 แบ่งกิจกรรมออกเป็น 4 โซน &amp;nbsp;ประกอบด้วย 1.การเสวนาทางวิชาการเกี่ยวกับประชาชนกลุ่มเป้าหมายในทุกช่วงวัย &amp;nbsp;เช่น &amp;nbsp;สมัชชาการพัฒนาเด็กและเยาวชนแห่งชาติ, วาระแห่งชาติ Active Aging สูงวัยอย่างมีคุณค่า ชราอย่างมีความสุข, สื่อสารสร้างสรรค์ป้องกันปัญหาความรุนแรงต่อสตรีและเด็ก และการยกระดับ CSR สู่พลังจิตสาธารณะ ลดความเหลื่อมล้ำอย่างยั่งยืน &amp;nbsp;เป็นต้น
&amp;nbsp; &amp;nbsp; 2.บริการทางสังคม &amp;nbsp;เช่น &amp;nbsp;บริการตรวจวัดสายตา, ประมูลทรัพย์หลุดจำนำ, สาธิตการพัฒนาฝีมือแรงงานและการฝึกอาชีพ, ตัวอย่างแบบบ้านประหยัดพลังงาน, การทำบัตรประชาชน &amp;nbsp;และการให้บริการจัดหางาน &amp;nbsp;เป็นต้น
&amp;nbsp; &amp;nbsp; 3.การแสดงและนวัตกรรมทางสังคม บริเวณ Pavilion กลาง การแสดงผลงานการพัฒนาคนทุกช่วงวัย ได้แก่ ปฐมวัย วัยรุ่น วัยแรงงาน และวัยสูงอายุ,&amp;nbsp;นวัตกรรมและสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับคนพิการและผู้สูงอายุ,&amp;nbsp;การแสดง Application งานด้านสังคม และการแสดงดนตรีของคนพิการ Fight for Dream เป็นต้น
&amp;nbsp; &amp;nbsp; 4.การออกร้านจำหน่ายผลิตภัณฑ์สินค้าและร้านอาหาร &amp;nbsp;อาทิ &amp;nbsp;ผลิตภัณฑ์ ทอฝัน by พม., ผลิตภัณฑ์ OTOP &amp;nbsp;ร้านค้า &amp;nbsp;ร้านอาหาร &amp;nbsp;เครื่องดื่ม และเบเกอรี่&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(สมชาติ &amp;nbsp;ภาระสุวรรณ)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; นายสมชาติ &amp;nbsp;ภาระสุวรรณ &amp;nbsp;ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) &amp;nbsp;กล่าวว่า&amp;nbsp;พอช.ทำงานกับประชาชนทั่วประเทศ &amp;nbsp;โดยเฉพาะประชาชนที่มีรายได้น้อย &amp;nbsp;เช่น &amp;nbsp;สนับสนุนส่งเสริมให้ประชาชนที่มีความเดือดร้อนด้านที่อยู่อาศัยให้รวมกลุ่มกันแก้ไขปัญหาตามโครงการ &amp;lsquo;บ้านมั่นคง&amp;rsquo; &amp;nbsp;การส่งเสริมให้ชุมชนท้องถิ่นได้แก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ เช่น จัดตั้งกลุ่มออมทรัพย์ หรือสถาบันการเงินชุมชนเพื่อเป็นทุนของชุมชนเอง &amp;nbsp;ส่งเสริมการจัดตั้งกองทุนสวัสดิการชุมชน เพื่อนำเงินกองทุนมาช่วยเหลือกัน &amp;nbsp;รวมทั้งส่งเสริมด้านคุณภาพชีวิต เพื่อให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อมที่ดี เป็นต้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;การจัดงาน &amp;lsquo;Thailand &amp;nbsp;Social &amp;nbsp;Expo 2019&amp;rsquo; ครั้งที่ 2 นี้ &amp;nbsp;พอช.มีคอนเซ็ปท์ในการจัดงาน &amp;nbsp;คือ &amp;nbsp;&amp;lsquo;บ้านมั่นคงของมนุษย์ &amp;nbsp;สู่ชุมชนท้องถิ่นจัดการตนเอง&amp;rsquo; &amp;nbsp;เพราะนอกจาก พอช.จะสนับสนุนให้ชุมชนได้แก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญของมนุษย์แล้ว ยังส่งเสริมให้ชุมชนแก้ไขปัญหาและพัฒนาในด้านต่างๆ ด้วย โดยได้ชวนพี่น้อง ชุมชน และตำบลต่างๆ &amp;nbsp;ทั่วประเทศที่มีความโดดเด่นในการพัฒนาและแก้ไขปัญหาชุมชนมาร่วมจัดแสดงนิทรรศการในครั้งนี้&amp;rdquo; &amp;nbsp;ผอ.พอช.กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ในงานครั้งนี้ยังมีการประชุมเชิงวิชาการ &amp;nbsp;มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้งานพัฒนาชุมชนในด้านต่างๆ &amp;nbsp;รวมทั้งมีผู้แทนจากประเทศเพื่อนบ้าน &amp;nbsp;เช่น &amp;nbsp;กัมพูชา &amp;nbsp;พม่า &amp;nbsp;ศรีลังกา &amp;nbsp;และบังคลาเทศ &amp;nbsp;มาร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์การพัฒนาเมืองและที่อยู่อาศัยด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ชุมชนต้นแบบที่จะมาร่วมแสดงผลงานและนิทรรศการการพัฒนาชุมชนท้องถิ่น &amp;nbsp;ประกอบด้วยตัวแทนจาก 5 ภาค &amp;nbsp;คือ ภาคเหนือ &amp;nbsp;ตำบลลำประดา &amp;nbsp;อ.บางมูลนาก จ.พิจิตร ภาคอีสาน &amp;nbsp;ตำบลกุดหว้า &amp;nbsp;อ.กุฉินารายณ์ &amp;nbsp;จ.กาฬสินธุ์ &amp;nbsp;ภาคกลางและตะวันตก ตำบลหนองโรง อ.พนมทวน &amp;nbsp;จ.กาญจนบุรี &amp;nbsp;กรุงเทพฯ และตะวันออก สถาบันการเงินชุมชนบ้านขอนขว้าง &amp;nbsp;อ.เมือง &amp;nbsp;จ.ปราจีนบุรี และภาคใต้ ตำบลเขาแก้ว อ.ลานสกา จ.นครศรีธรรมราช&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คนเขาแก้ว อ.ลานสกา ฟื้นวิกฤตยางฯสร้างเศรษฐกิจและทุนชุมชน เปิดตลาดสวนสร้างบุญ หนุน &amp;lsquo;สวนพ่อเฒ่า&amp;rsquo; ปลูกไม้เศรษฐกิจเงินล้าน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อำเภอลานสกา จ.นครศรีธรรมราช พื้นที่ส่วนใหญ่ตั้งอยู่ในหุบเขา &amp;nbsp;มีเทือกเขาที่สำคัญคือ &amp;lsquo;เขาหลวง&amp;rsquo; &amp;nbsp;ซึ่งเป็นต้นกำเนิดของลำคลองหลายสาย มีทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ ทั้งป่าไม้และสายน้ำ เรียกว่ามองไปทางไหนก็เห็นแต่ความร่มรื่นเขียวขจี อากาศบริสุทธิ์และเย็นสบายเกือบตลอดทั้งปี &amp;nbsp;
ประชาชนส่วนใหญ่ในอำเภอลานสกามีอาชีพเกษตรกรรม ทำสวนยางพาราและสวนผลไม้ เช่น มังคุด ทุเรียน &amp;nbsp;จำปาดะ ฯลฯ แต่เมื่อยางพาราที่เป็นพืชเศรษฐกิจหลักมีราคาตกต่ำต่อเนื่องมานานหลายปี &amp;nbsp;เกิดผลกระทบต่อปากต่อท้อง &amp;nbsp;คนลานสกาจึงพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส &amp;nbsp;หาช่องทางที่จะสร้างเศรษฐกิจและทุนชุมชนขึ้นมา &amp;nbsp;ไม่ต้องหวังพึ่งยางพาราแต่เพียงอย่างเดียว &amp;nbsp;ดังตัวอย่างที่ตำบลเขาแก้ว
เส้นทางการพัฒนาชุมชนคนเขาแก้ว ใช้ &amp;lsquo;สภาองค์กรชุมชนฯ&amp;rsquo;เป็นกลไกขับเคลื่อน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สาโรจน์ สินธู แกนนำพัฒนาตำบลเขาแก้ว เล่าว่า ตำบลเขาแก้ว อ.ลานสกา มี 6 หมู่บ้าน มีจำนวนประชากร (ที่อาศัยอยู่จริง) ประมาณ 4,700 คน พื้นที่ทั้งหมดประมาณ 42,000 ไร่ ชาวบ้านส่วนใหญ่มีอาชีพทำสวนยางฯ และปลูกไม้ผลต่างๆ ส่วนใหญ่ไม่มีเอกสารสิทธิ์ในที่ดิน (ประมาณ 70 %) เริ่มกิจกรรมรวมกลุ่มกันพัฒนาตำบลตั้งแต่ปี 2553 โดยจัดตั้ง &amp;lsquo;กองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลเขาแก้ว&amp;rsquo; ขึ้นมา เพื่อเป็นกองทุนในการช่วยเหลือดูแลสมาชิกในตำบล มีสมาชิกเริ่มแรกจำนวน 278 &amp;nbsp;คน &amp;nbsp;โดยสมาชิกจะต้องสมทบเงินเข้ากองทุนเดือนละ 30 บาทเพื่อนำมาช่วยเหลือสวัสดิการสมาชิก &amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; เช่น เจ็บป่วยนอนโรงพยาบาล ช่วยเหลือคืนละ 200 บาท ปีหนึ่งไม่เกิน 15 คืน เสียชีวิตช่วยเหลือตามอายุการเป็นสมาชิก ตั้งแต่ 2,000-30,000 บาท นอกจากนี้ยังช่วยเรื่องคลอดบุตร ผู้สูงอายุ ฯลฯ ปัจจุบันมีสมาชิกประมาณ 3,600 คน &amp;nbsp;(ประมาณ &amp;nbsp;80 % ของประชากรทั้งตำบล) &amp;nbsp;มีเงินกองทุนประมาณ &amp;nbsp;3 ล้านบาทเศษ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(สาโรจน์ สินธู)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; สภาองค์กรชุมชนตำบลเขาแก้ว &amp;nbsp;จัดตั้งขึ้นในปี 2553 เช่นกัน &amp;nbsp;ซึ่งตามเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติสภาองค์กรชุมชน พ.ศ.2551 มีเป้าหมายเพื่อสนับสนุนให้ชุมชนและประชาชนเข้ามามีการส่วนร่วมในการพัฒนาชุมชนท้องถิ่นและประเทศ โดยให้ประชาชนรวมกลุ่มกันจัดตั้งสภาองค์กรชุมชนตำบลขึ้นมา เพื่อใช้สภาฯ เป็นกลไกในการพัฒนาและแก้ไขปัญหาต่างๆ ในตำบล โดยมีกลุ่มต่างๆ ในตำบลเขาแก้วเข้าร่วมจัดตั้งสภาฯ รวม 18 กลุ่ม มีตัวแทนสมาชิกฯ เป็นคณะกรรมการสภาฯ จำนวน &amp;nbsp;33 คน &amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; เมื่อสภาองค์กรชุมชนตำบลเขาแก้วดำเนินงานมาได้ 5 ปี ในปี 2558 คณะกรรมการสภาฯ จึงได้จัดประชุมเพื่อทบทวนการทำงานของสภาฯ และร่วมกันวิเคราะห์ข้อมูลในตำบล &amp;nbsp;ช่วยกันหาจุดแข็ง &amp;nbsp;จุดอ่อน &amp;nbsp;และปัญหาต่างๆ &amp;nbsp;เพื่อนำข้อมูลมาจัดทำแผนพัฒนาตำบลในด้านต่างๆ &amp;nbsp;ทั้งเศรษฐกิจ &amp;nbsp;สังคม &amp;nbsp;และสิ่งแวดล้อม &amp;nbsp;โดยเฉพาะปัญหายางพาราที่ดำดิ่งลงเรื่อยๆ จากราคายาง (ยางถ้วย) ที่เคยพุ่งขึ้นสูงถึงกิโลกรัมละ 60 บาทในช่วงปี 2553-2554 &amp;nbsp;แต่ในปี 2555-2558 &amp;nbsp;ลดเหลือ ก.ก.ละ 18 บาท
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo;ช่วงปี 2558 เกิดปัญหายางพาราราคาตกต่ำทั่วประเทศ คนตำบลเขาแก้วที่ปลูกยางฯ เป็นพืชหลักได้รับผลกระทบไปทั่ว หลายครอบครัวต้องกู้หนี้ยืมสิน บางคนกู้เงินนอกระบบต้องจ่ายดอกเบี้ยเป็นรายวัน ร้อยละยี่สิบต่อวัน คณะกรรมการสภาองค์กรชุมชนตำบลเขาแก้ว จึงวางแผนแก้ไขปัญหา โดยจะรวมตัวกันรับซื้อและขายยางฯ เอง ใช้เงินจากกองทุนสวัสดิการชุมชนมารับซื้อ ไม่ต้องผ่านพ่อค้าคนกลาง มีการตั้งคณะทำงานลงไปสำรวจข้อมูลเรื่องปริมาณและผลผลิตในตำบลเพื่อจะรวบรวมยางฯ ไปขายเอง แต่ไม่ประสบผลสำเร็จ เพราะค่าขนส่งไปขายโรงงานมีต้นทุนสูง ไม่คุ้มทุน และที่สำคัญก็คือปัญหายางฯ เป็นปัญหาระดับประเทศ ชุมชนแก้ไขเองไม่ได้&amp;rdquo; สาโรจน์เล่าความพยายามในการแก้ไขปัญหาราคายางฯ&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; แม้ว่าชุมชนจะแก้ไขปัญหาราคายางพาราไม่สำเร็จ แต่การวิเคราะห์ข้อมูลตำบลในครั้งนั้นพบว่า คนในตำบลเขาแก้วส่วนใหญ่ไม่มีเงินออม และขาดแคลนเงินทุนในการประกอบอาชีพเสริม เมื่อราคายางฯ ตกต่ำจึงต้องกู้หนี้ยืมสิน เพื่อนำเงินมาเป็นค่าใช้จ่ายต่างๆ &amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; นอกจากนี้ที่ดินที่ปลูกยางฯ และผลไม้ทั้งตำบล ประมาณ 70 % ไม่มีเอกสารสิทธิ์ เพราะทับซ้อนกับเขตอุทยานแห่งชาติเขาหลวงและอุทยานฯ น้ำตกโยง จึงไม่สามารถนำที่ดินไปจำนองกับสถาบันการเงินได้ ต้องกู้ยืมเงินนอกระบบ &amp;nbsp; คณะกรรมการสภาองค์กรชุมชนฯ จึงคิดเรื่องการสร้างแหล่งทุนในตำบล โดยการจัดตั้งสถาบันการเงินชุมชนตำบลเขาแก้วขึ้นมา เพื่อส่งเสริมการออมและแก้ไขหนี้นอกระบบ โดยใช้สภาองค์กรชุมชนตำบลเขาแก้วเป็นกลไกขับเคลื่อน ใช้คณะกรรมการสภาฯ ชี้แจงสร้างความเข้าใจกับชาวบ้านเพื่อชวนมาเป็นสมาชิก
&amp;nbsp; &amp;nbsp; สถาบันการเงินชุมชนตำบลเขาแก้ว เริ่มจัดตั้งในเดือนตุลาคม 2558 มีสมาชิกเริ่มแรกจำนวน 223 คน สมาชิกจะต้องฝากเงินเข้าสถาบันฯ เดือนละ 1 ครั้ง &amp;nbsp;อย่างน้อยคนละ 100 บาท ใครมีมากก็ฝากมาก มีเงินสะสมรวมกันในช่วง 6 เดือนแรกประมาณ 385,000 บาท สมาชิกสามารถกู้เงินเพื่อประกอบอาชีพ &amp;nbsp;การศึกษาของบุตรหลาน &amp;nbsp;รักษาพยาบาล &amp;nbsp;หรือปลดหนี้สิน หนี้นอกระบบ ได้สูงสุด 100,000 บาท คิดดอกเบี้ยเพียงร้อยละ 1 บาทต่อเดือน และผ่อนชำระเงินกู้ได้ตามความจำเป็น &amp;nbsp;จึงช่วยแก้ปัญหาความเดือดร้อนของชาวบ้านได้มาก เพราะหนี้นอกระบบคิดดอกเบี้ยมหาโหดถึงร้อยละ 20 บาท/วัน &amp;nbsp;หากไม่มีจ่ายก็จะทบต้นทบดอก &amp;nbsp;เหมือนดินพอกหางหมู &amp;nbsp;สลัดอย่างไรก็ไม่หลุด &amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; ปัจจุบันสถาบันการเงินชุมชนฯ มีสมาชิกจำนวน 440 คน มีเงินทุนประมาณ &amp;nbsp;3.6 ล้านบาท และตั้งเป้าว่าภายในปี 2562 จะเพิ่มสมาชิกเป็น 600 คน โดยมีคณะกรรมการบริหารสถาบันฯ รวม 21 คน แบ่งหน้าที่ทำงานเป็นฝ่ายต่างๆ เช่น &amp;nbsp;ผู้จัดการ เหรัญญิก ฝ่ายสินเชื่อ ฝ่ายสะสมทรัพย์ ฝ่ายส่งเสริม ฝ่ายตรวจสอบบัญชี ฯลฯ ถือเป็นธนาคารเพื่อชุมชนที่ชาวบ้านบริหารจัดการเอง &amp;nbsp;ไม่ต้องพึ่งธนาคารพาณิชย์ &amp;nbsp;หรือเป็นหนี้นอกระบบอีกต่อไป
ตลาดสวนสร้างบุญ &amp;nbsp;&amp;lsquo;คนกินอิ่มอร่อย-อาหารปลอดภัย &amp;nbsp;คนขายอิ่มบุญ&amp;rsquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;lsquo;ตลาดสวนสร้างบุญ&amp;rsquo; ตั้งอยู่ริมถนนสายหลักของตำบล (อ.ลานสกา-จันดี อ.ฉวาง) เกิดจากแนวคิดของคณะกรรมการสภาองค์กรชุมชนตำบลเขาแก้วที่อยากจะให้คนในตำบลมีอาชีพเสริม &amp;nbsp;โดยนำผลผลิตจากไร่จากสวนมาวางขาย &amp;nbsp;หรือปรุงเป็นอาหารพื้นบ้านและขนมต่างๆ &amp;nbsp;รวมทั้งมีการแสดงศิลปะ &amp;nbsp;วัฒนธรรมท้องถิ่น &amp;nbsp;เริ่มเปิดตลาดในช่วงปลายปี 2559 &amp;nbsp;บนเนื้อที่ประมาณ 10 ไร่ &amp;nbsp;ร่มรื่นไปด้วยต้นไม้ใหญ่ &amp;nbsp;อากาศเย็นสบาย &amp;nbsp;เพราะมีลำคลองเขาแก้วไหลผ่าน &amp;nbsp;เปิดขายเฉพาะวันเสาร์ &amp;nbsp;ตั้งแต่เวลา 8 โมงเช้า - 6 โมงเย็น &amp;nbsp;ได้รับการสนับสนุนจากสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) ตามโครงการส่งเสริมเศรษฐกิจและทุนชุมชน &amp;nbsp;จำนวน 100,000 บาท, กรมการพัฒนาชุมชน, มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ฯลฯ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; สาโรจน์ บอกว่า &amp;nbsp;ตลาดสวนสร้างบุญจะเน้นให้ชาวบ้านเอาผลผลิตของตัวเองมาวางขาย หากเป็นพืช ผัก และผลไม้ &amp;nbsp;จะปลูกโดยไม่ใช้สารเคมี มีผักพื้นบ้านต่างๆ เช่น ผักกูด สะตอ เนียง ผักหนาม ผักโขม ลูกประ ส้มแขก ฯลฯ ผลไม้ตามฤดูกาล &amp;nbsp;เช่น ทุเรียน มังคุด จำปาดะ ลองกอง ลางสาด มะม่วง ฯลฯ อาหารต่างๆ เช่น ขนมจีน ก๋วยเตี๋ยวกะลา ขนมถ้วย ทองม้วน ขนมจาก ข้าวเหนียวสองดัง น้ำพริกลูกประ ฯลฯ น้ำผลไม้ น้ำสมุนไพร ผลิตภัณฑ์ชุมชน เช่น ไวน์มังคุด แชมพู สบู่สมุนไพร ฯลฯ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;อาหาร ผัก ผลไม้ ที่ชาวบ้านเอามาขาย เราเน้นว่าจะต้องเป็นอาหารที่ปลอดภัย ต้องปลูกเอง ไม่ใช้สารเคมี คนที่มาซื้อก็จะได้กินอาหารที่มีคุณภาพ ปลอดภัย และดีต่อสุขภาพ เพราะวัตถุดิบมาจากธรรมชาติ ไม่ต้องปรุงแต่งมากนัก ราคาก็ไม่แพง คือกินอิ่มและราคาถูก ส่วนคนขายก็มีความสุข เพราะเอาอาหารที่สะอาดปลอดภัยมาให้คนซื้อได้กิน และมีรายได้เสริมไปใช้จ่ายในครอบครัว เป็นค่าเล่าเรียนของลูกหลาน ทำให้อิ่มใจ อิ่มบุญทั้งคนซื้อและคนขาย&amp;rdquo; สาโรจน์ฉายภาพตลาด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ตลาดสวนสร้างบุญสามารถสร้างรายได้เสริมให้ชาวบ้านได้ไม่น้อยกว่า 40-50 ครอบครัวใน 1 สัปดาห์ สัปดาห์ ละ 1,000-2,000 บาท แม้ว่าจะเป็นเงินที่ไม่มากมายนัก แต่ก็ทำให้ชาวบ้านมีช่องทางการค้าขาย นำรายได้มาจุนเจือครอบครัว &amp;nbsp;คนซื้อก็ได้กินอาหารที่ปลอดภัย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;lsquo;สวนพ่อเฒ่า&amp;rsquo; ปลูกไม้เศรษฐกิจเพิ่มสีเขียวสร้างเงินล้าน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;lsquo;สวนพ่อเฒ่า&amp;rsquo; หรือ &amp;lsquo;สวนสมรม&amp;rsquo; เป็นการปลูกพืชหลายชนิดลงในที่ดินแปลงเดียวกัน ทั้งไม้ผลที่กินได้และไม้ใช้สอยต่างๆ รวมทั้งพืชผักสวนครัว ตามวิถีที่บรรพบุรุษหรือ &amp;lsquo;พ่อเฒ่า&amp;rsquo; เคยปลูกกันมานานหลายชั่วคน ไม่ใช่ปลูกแต่ &amp;lsquo;พืชเชิงเดี่ยว&amp;rsquo; หรือชนิดเดียว เช่น ยางพารา ปาล์มน้ำมัน มังคุด ทุเรียน ฯลฯ เหมือนในปัจจุบัน เพราะหากช่วงไหนพืชเหล่านี้ราคาไม่ดีคนปลูกก็จะเดือดร้อน เช่น ยางพาราที่ราคาตกต่ำต่อเนื่องมานานหลายปี&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วิเชียร กองโล่ คณะกรรมการกลุ่มออมต้นไม้ เล่าว่า จากปัญหาการปลูกพืชเชิงเดี่ยวที่ต้องอิงกับราคาตลาด &amp;nbsp;คณะกรรมการสภาองค์กรชุมชนตำบลเขาแก้วจึงนำแนวคิดเรื่องการจัดตั้งสถาบันการเงินชุมชนมาปรับใช้ แต่เปลี่ยนจากการออมเงินมาเป็น &amp;lsquo;ออมต้นไม้&amp;rsquo; โดยจัดตั้ง &amp;lsquo;กลุ่มออมต้นไม้&amp;rsquo; ในปี 2560 ใช้งบประมาณสนับสนุนจากกองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลเขาแก้ว จำนวน 10,000 บาท เพื่อนำมาซื้อกล้าไม้เศรษฐกิจ เช่น ตะเคียนทอง จำปาทอง สะเดาเทียม &amp;nbsp;ฯลฯ &amp;nbsp;จำนวน 1,000 ต้น แจกจ่ายให้สมาชิกปลูกในปีนั้น เมื่อต้นไม้เติบโตก็จะมีราคา รวมทั้งส่งเสริมให้ปลูกพืชกินได้ชนิดต่างๆ เพื่อลดรายจ่าย สร้างรายได้ นอกจากนี้ยังเป็นการเติมพื้นที่สีเขียวให้แก่ตำบลด้วย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ก่อนที่จะมีการจัดตั้งกลุ่มออมต้นไม้ ชาวบ้านส่วนใหญ่จะปลูกพืชชนิดเดียวในแปลงเดียวกัน เพราะเชื่อว่าถ้าปลูกรวมกันต้นไม้จะไม่โตเพราะว่าแย่งอาหารกัน แต่สวนของผมปลูกผสมกันแบบสวนสมรมหรือสวนพ่อเฒ่ามานานหลายสิบปีแล้ว &amp;nbsp;และต้นไม้ทุกชนิดก็งามทุกอย่าง เก็บกินก็ได้ ขายก็ดี ทางกลุ่มออมต้นไม้จึงยกให้สวนของผมเป็นต้นแบบ ให้สมาชิกกลุ่มมาดู มาเรียนรู้เพื่อเอาไปปลูกตามอย่าง&amp;rdquo; ลุงวิเชียรเล่าความเป็นมาของกลุ่ม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ลุงวิเชียรมีที่ดิน 5 แปลง เนื้อที่รวมประมาณ 50 ไร่ แบ่งพื้นที่ปลูกสวนยาง 1 แปลง เนื้อที่ 10 ไร่ &amp;nbsp;ส่วนอีก 4 แปลงปลูกแบบสมรมหรือผสมผสาน มีพืชกินได้ เช่น จำปาดะ ทุเรียน มังคุด ลองกอง หมาก มะพร้าว กล้วย สะตอ เหรียง เนียง ฯลฯ ไม้ใช้สอย เช่น ตะเคียนทอง จำปาทอง สะเดาเทียม พะยูง ไผ่ ฯลฯ&amp;nbsp;
พืชเหล่านี้เมื่อปลูกรวมกันจะมีสภาพคล้ายป่าธรรมชาติ ไม่แย่งอาหารหรือแย่งแสงแดดกัน แต่จะเกื้อกูลกัน แบ่งเป็นไม้เรือนยอดชั้นบน เช่น ตะเคียนทอง สะเดาเทียม จำปาทอง ฯลฯ ไม้เรือนยอดชั้นกลาง เช่น ทุเรียน มังคุด ลองกอง จำปาดะ &amp;nbsp;ฯลฯ ไม้ชั้นล่าง เช่น ผักต่างๆ กระทือ กระชาย ขิง ข่า ตะไคร้ พริก ฯลฯ ส่วนใบไม้ที่ร่วงหล่นจะเปื่อยสลายกลายเป็นปุ๋ย บำรุงด้วยปุ๋ยหมัก หรือน้ำหมักชีวภาพก็จะทำให้พืชผลเหล่านี้เติบโตงดงาม &amp;nbsp;สร้างรายได้ตลอดทั้งปี &amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; เช่น จำปาดะ (คล้ายขนุน) ผลสุกนำไปชุบแป้งทอดหรือกินสุก ต้นหนึ่งจะมีประมาณ 50-60 ลูกๆ ละ 3 &amp;nbsp;กิโลกรัม ขายราคา ก.ก.ละ 12-60 บาท (ตามฤดูกาล) ต้นหนึ่งจะทำรายได้ไม่น้อยกว่าปีละ 4,000-5,000 บาท หากปลูก 10 ต้นจะมีรายได้ปีละ 40,000-50,000 บาท นอกจากนี้ยังมีทุเรียน มังคุด ลองกอง สะตอ ฯลฯ พืชผักต่างๆ ที่ทำรายได้ตลอดทั้งปี รวมทั้งลุงวิเชียรยังเลี้ยงไก่และปลา &amp;nbsp;อาหารจึงแทบจะไม่ต้องซื้อหา &amp;nbsp;ยกเว้นข้าวที่ปลูกไม่ได้
&amp;nbsp; &amp;nbsp; ขณะที่ไม้เศรษฐกิจที่สำคัญ เช่น ตะเคียนทอง ใช้สร้างบ้านเรือน ทำเรือแข่ง ลุงวิเชียรปลูกเอาไว้เมื่อ 30 ปีที่แล้ว &amp;nbsp;จำนวน 60 ต้น ตอนนี้มีขนาดเส้นรอบวงเกือบ 2 เมตร มีคนมาเสนอซื้อราคาต้นละ 18,000 บาท แต่ลุงวิเชียรไม่ขาย จะเก็บเอาไว้เป็นสมบัติของแผ่นดินและลูกหลาน แต่หากขาย 60 ต้น จะทำเงินได้มากกว่า 1 ล้านบาท ไม่รวมไม้อื่นๆ เช่น จำปาทองและพะยูงที่กำลังแข่งกันโต และเพิ่มราคา เพิ่มมูลค่าขึ้นทุกวัน !!&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(ลุงวิเชียรกับต้นตะเคียนทอง)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; สาโรจน์ เล่าเสริมว่า &amp;nbsp;ปัจจุบันมีสมาชิกกลุ่มออมต้นไม้ในตำบลเขาแก้ว &amp;nbsp;รวม 53 ครอบครัว &amp;nbsp;ส่งเสริมให้สมาชิกปลูกไม้แบบสวนสมรม และปลูกต้นไม้เศรษฐกิจซึ่งเป็นไม้ยืนต้นไปแล้วปีละ 1,000 ต้น ตั้งเป้าว่าภายในปี 2565 จะปลูกไม้เศรษฐกิจทั้งตำบลได้ 5,000 ต้น &amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo;นอกจากจะเพิ่มพื้นที่สีเขียว สร้างความชุ่มชื้นให้ผืนดิน และเติมอากาศให้บริสุทธิ์แล้ว ผู้ที่ปลูกยังสามารถเอาต้นไม้เศรษฐกิจมาเป็นหลักทรัพย์ ใช้ค้ำประกันหรือกู้เงินจากสถาบันการเงินชุมชนได้ โดยกำหนดว่าต้นไม้ที่มีเส้นรอบวง 1 เซนติเมตร จะมีมูลค่า 100 บาท หากมีเส้นรอบวง 100 เซนฯ หรือ 1 เมตร จะมีมูลค่า 10,000 บาท ถ้ามี 10 ต้นสามารถนำมาเป็นหลักทรัพย์หรือกู้เงินจากสถาบันฯ ได้ถึง 100,000 บาท ตั้งเป้าว่าภายในปี 2565 จะดำเนินงานได้&amp;rdquo; &amp;nbsp;สาโรจน์ในฐานะที่ปรึกษาสถาบันการเงินชุมชนตำบลเขาแก้วพูดถึงแนวคิดการแปลงต้นไม้เป็นทุนเหมือนกับ &amp;lsquo;ธนาคารต้นไม้&amp;rsquo; ที่ ธ.ก.ส. กำลังดำเนินการอยู่ในขณะนี้&amp;nbsp;
นี่คือตัวอย่างของคนตำบลเขาแก้วที่ใช้สภาองค์กรชุมชนตำบลเป็นกลไกแก้ไขปัญหาและพัฒนาชุมชน &amp;nbsp;โดยร่วมกันพลิกฟื้นวิกฤตยางพาราที่มีราคาตกต่ำ &amp;nbsp;นำไปสู่การสร้างเศรษฐกิจและทุนของชุมชนขึ้นมา&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/39706</URL_LINK>
                <HASHTAG>จำปาดะ, ปรเมธี  วิมลศิริ, สมชาติ  ภาระสุวรรณ, สาโรจน์ สินธู, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190628/image_big_5d15e96ed6920.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>30411</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/03/2019 09:14</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/03/2019 09:14</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>9ปี&quot;ปิดทองฯ&quot;จากแนวพระราชดำริ สู่วิถีพัฒนาจุลภาค-ตอบโจทย์ชนบท</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นับจากปี2553 สถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ ที่เดิมมีชื่อเดิม ว่ามูลนิธิปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ ได้ก้าวเข้ามาแก้ปัญหาความยากจนของประชาชนในพื้นที่ต่างๆ โดยน้อมนำหลักแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง และวิธีการตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร&amp;nbsp; มาใช้ดำเนินงาน จนมาถึงปี 2562 สถาบันวันนี้&amp;quot; ปิดทองหลังพระ&amp;quot; ได้เดินทางในการดำเนินงานมาครบ 9ปี แล้ว จึงถือว่าเป็นจังหวะสำคัญ ที่จะสรุปการทำงานที่ผ่านมา ก่อนจะก้าวไปสู่การดำเนินงานในปีที่ 10&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;.ม.ร.ว.ดิศนัดดา ดิศกุล ประธานกรรมการสถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ แถลงผลงาน9ปีของปิดทอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในโอกาสนี้ ม.ร.ว.ดิศนัดดา ดิศกุล ประธานกรรมการสถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ ได้แถลงผลการดำเนินของสถาบันฯ โดยกล่าวว่า ผลงาน9ปี ถือว่าน่าพอใจระดับหนึ่ง โดยเฉพาะการแก้ปัญหาแหล่งน้ำและการส่งเสริมอาชีพราษฎร ถือว่าทำได้ดีพอสมควร โดยปิดทองได้ใช้เงินลวทุน ดำเนินการพื้นที่ต้นแบบในจังหวัดน่านเป็นแห่งแรก ในปัจจุบันพื้นที่ต้นแบบได้ขยายไปยังทุกภาค ได้แก่ อุดรธานี ขอนแก่น กาฬสินธุ์ อุทัยธานี เพชรบุรี และสามจังหวัดชายแดนใต้&amp;nbsp; &amp;nbsp;ใช้เงินทุนไป 961.6 ล้านบาท ทำให้เกิดรายได้ทางตรง 2,308 ล้านบาท คิดเป็น 2.4 เท่าของเงินลงทุน และเท่ากับเฉลี่ยครัวเรือนละ 508,818 บาท&amp;nbsp; ด้านแหล่งน้ำ&amp;nbsp; มีประชาชนได้รับน้ำ 79,022 ครัวเรือน ครอบคลุมพื้นที่ 275,107 ไร่ด้านอาชีพ&amp;nbsp; &amp;nbsp;มีประชาชนเข้าร่วมโครงการพัฒนาอาชีพ 4,536 ครัวเรือน&amp;nbsp; &amp;nbsp;หรือเฉลี่ยแล้วใช้เงินลงทุนพัฒนาพื้นที่ 3,000 บาท/ไร่แต่ได้ผลตอบแทนกลับมา79,022 บาท ต่อครัวเรือน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ทุกจังหวัดใช่ว่าจะสำเร็จ แยกตามรายจังหวัด เช่น น่านลงทุน254.8ล้านบาท แต่มีรายได้กลับ1,505.69 หรือเท่ากับ5.9เท่าของเงินที่ลงทุนไป&amp;nbsp; หรือที่อุดรธานี ลงทุน 56.75ล้าน แต่มีรายได้กลับมา 442.62 ล้านบาท หรือเท่ากับ6เท่าของเงินลงทุน แต่สำหรับกาฬสินธุ์ ลงทุนไป447 ล้านบาท แต่มีรายได้กลับมาแค่ 145.6 ล้านบาท เพราะมีปัญหาเรื่องดินที่เป็นดินทรายไม่สามารถอุ้มเก็บน้ำได้&amp;nbsp; ต้องใช้เวลาฟื้นฟูไม่ต่ำกว่า5ปี รวมทั้งเพชรบุรีด้วยที่ลงทุนไป 19ล้าน แต่มีรายได้กลับมา 9.38ล้าน ส่วน 3จังหวัดภาคใต้ มีผลที่ดีพอสมควร มีรายได้34.98ล้าน แต่เราลงทุนไป 30ล้าน &amp;quot; ม.ร.ว.ดิศนัดดากล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ปิดทองยังให้ความสำคัญกับการสร้างความยั่งยืนในการพัฒนา โดยมีการส่งเสริมให้ประชาชนทำงานร่วมกันเป็นกลุ่มให้เกิดความเข้มแข็ง ซึ่งในปัจจุบันทุกพื้นที่เกิดกองทุน วิสาหกิจชุมชนและสหกรณ์รวม 70 กลุ่ม มีเงินทุนหมุนเวียน ทรัพย์สินรวมมูลค่า 15.78 ล้านบาท&amp;nbsp; ผลจากการส่งเสริมความรู้ ทำให้เกิดอาชีพทางการเกษตรใหม่ๆ และประชาชนจำนวนมากสามารถต่อยอด พัฒนาการทำเกษตร ไปเป็นพืชและสัตว์เศรษฐกิจที่มีมูลค่าสูงได้ เช่น ทุเรียนคุณภาพและแพะพันธุ์พระราชทานในสามจังหวัดชายแดนใต้ ผักปลอดภัยในจังหวัดกาฬสินธุ์ การแปรรูปผลผลิต ภายใต้ตราสินค้า &amp;ldquo;ภูธารา&amp;rdquo; ที่จังหวัดอุดรธานี เป็นต้น ขณะที่มีพื้นที่พัฒนาไปสู่การท่องเที่ยวชุมชนเชิงวัฒนธรรมแล้ว เช่น เพชรบุรีและอุทัยธานี&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;เป็นที่น่ายินดี ที่ผลการศึกษาการรับรู้และความคิดเห็นของประชาชนในพื้นที่ต้นแบบ 5 จังหวัด โดยคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย&amp;nbsp; ระบุว่าค่าเฉลี่ยความพึงพอใจต่อผลที่เกิดขึ้นในระดับสูงมากทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม สิ่งแวดล้อม และการทำงานของปิดทองหลังพระฯ ประกอบด้วย จังหวัดน่าน (2.24) อุดรธานี (2.53) เพชรบุรี (2.39) กาฬสินธุ์&amp;nbsp; (2.62) และอุทัยธานี (2.39)&amp;nbsp; จากคะแนนเต็ม 3&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ม.ร.ว.ดิศนัดดา กล่าวอีกว่า อีกจุดเปลี่ยนสำคัญ ที่ทำให้การทำงานของปิดทอง ฯได้ผลมากกว่าช่วงต้นๆก็คือ การร่วมมือทำงานใกล้ชิดกับส่วนราชการต่างๆ เพื่อแก้ไขปัญหาเรื่องน้ำและผลผลิต แต่ปีที่ผ่านมาเกิดกระแสการร่วมงานกับเอกชนที่ชัดเจน มีภาคธุรกิจแสดงความสนใจเข้ามาร่วมกับปิดทองหลังพระฯ เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง นับว่าสอดคล้องกับแนวพระราโชบาย สืบสาน รักษา ต่อยอด เป็นอย่างยิ่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับการดำเนินงานในช่วงปี 2561 นั้น พบว่าครึ่งแรกของปีงบประมาณ 2561 การดำเนินการของปิดทองที่ร่วมกับหน่วยงานภาคีเครือข่ายทั้งสถาบัน การศึกษา ภาครัฐและภาคเอกชน ทำให้ประชาชนในพื้นที่ต้นแบบปิดทองหลังพระฯ ทั้ง 7 พื้นที่ 9 จังหวัด มีรายได้เพิ่มขึ้นรวม 113.7 ล้านบาท&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ในอนาคต ก้าวสู่ปีที่ 10 นอกจากการเพิ่มเติมความเข้มแข็งให้แก่พื้นที่ต้นแบบต่างๆ นี้แล้ว เรายังจะเพิ่มบทบาทในการนำแนวพระราชดำริไปพัฒนาชีวิตประชาชนในพื้นที่ซึ่งมีปัญหาความมั่นคง เช่นในสามจังหวัดชายแดนใต้ที่มีความรุนแรงและจังหวัดชายแดนเหนือที่เป็นแหล่งผ่านยาเสพติดเข้าสู่ประเทศ นอกจากนี้กำลังพิจารณาแผนการจัดตั้งศูนย์จัดการและส่งเสริมองค์ความรู้การพัฒนาตามแนวพระราชดำริอีกด้วย&amp;quot;ประธานสถาบันพัฒนาและส่งเสริมกิจกรรมปิดทองฯกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;.เวทีเสวนา&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;งานแถลงผลงานปิดทองฯ ยังได้เชิญ ดร.วิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) พร้อมด้วย ดร.ปรเมธี วิมลศิริ ปลัดกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) และดร.อานนท์ สนิทวงศ์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) GISTDA&amp;nbsp; มาร่วมพูดคุยถึงทิศทางการพัฒนาในแง่มุมต่างๆ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดร.วิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย&amp;nbsp; ที่ยอมรับว่าหลักการเศรษฐกิจพอเพียง เหมาะกับการบริหารเศรษฐกิจประเทศ และแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนที่กำลังกัดเซาะระบบเศรษฐกิจของประเทศได้อย่างดี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยดร.วิรไท ผู้ว่าการแบงก์ชาติกล่าวถึงหลักการบริหารเศรษฐกิจของแบงก์ชาติ ขณะนี้ว่า ได้นำแนวทาง หลักเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวง ร.&amp;nbsp; 9ที่มีหลัก3ประการ คือ การมีเหตุมีผล การพอประมาณ และการสร้างภูมิคุ้มมาเป็นหลักในการบริหารนโยบายเศรษฐกิจ&amp;nbsp; โดยที่ไม่ใช่การประยุกต์&amp;nbsp; &amp;nbsp;ซึ่งเศรษฐกิจไทยในขณะนี้ มีความเปราะบาง ปัญหาที่สำคัญก็คือ ปัญหาหนี้ครัวเรือน ที่เพิ่มสูงขึ้นรวดเร็วและมีจำนวนมาก&amp;nbsp; ปกติคนที่ก่อร่างสร้างตัวสมัยก่อนทำงานไปหนี้จะลดลงไปเรื่อย เป็นความยั่งยืนในบั้นปลายชีวิต แต่ตอนนี้ คนที่อายุมากแล้ว แต่หนี้กลับไม่ลด&amp;nbsp; หนี้เหล่านี้ ไม่ใช่หนี้สินทรัพย์ หรือเป็นหนี้เพือการลงทุนก่อร้างสร้างตัว แต่เป็นหนี้ที่เกิดจากการอุปโภค บริโภค ทั้งการท่องเที่ยว การซื้อของ ออกรถใหม่ ซื้อมอเตอร์ไซค์ใหม่ โทรศัพท์มือถือเครื่องใหม่ ด้วยเหตุนี้ สัดส่วนหนี้ครัวเรือนจึงเพิ่มเริ่มรวดเร็ว และ60% เป็นหนี้การอุปโภคบริโภค ในจำนวนนี้ 20% เป็นหนี้เสีย ปัญหาหนี้ดังกล่าวเห็นได้ชัดในภาคเกษตร คนอายุ40-50ปี ยังมีหนี้สูง&amp;nbsp; กู้ไปเรื่อยๆเพื่อนำเงินกู้ใหม่มาชำระหนี้เก่า&amp;nbsp; กู้เเพื่อเอาเงินใหม่ไปจ่ายดอกเบี้่ย ซึ่งป็นการกู้ต่อเนื่อง หนี้เหล่านี้เห็นได้จากยอดสินเชื่ออุปโภค บริโภ ปัญหาดังกล่าวจะกลายเป็นโจทย์ใหญ่ของประเทศในระยะยาว ที่ไม่มีทางออก ถ้าเราไม่ทำอะไร&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; ด้านการแก้ปัญหาหนี้ตรัวเรือน ดร.วิรไท กล่าวว่า ทั้งหลักการมีเหตุผล หลักการพอเพียง และภูมิคุ้มกัน ขอในหลวงร.9&amp;nbsp; สามารถนำมาใช้ได้หมด&amp;nbsp; &amp;nbsp;ซึ่งตามหลักการทรงงานของพระองค์ท่าน ไม่มีทางลัด การแก้ปัญหาต้องแก้ด้วยกลไกเชิงสร้างระบบ เช่น ความไม่มั่นคงการออม หนี้ครัวเรือน ที่เป็นปัญหาระดับประเทศ เศรษฐกิจดี แต่คนไม่จับจ่าย เนื่องจาก มีภาระหนี้สินที่ต้องไปชำระ หรือคนที่ตอนทำงานใหม่ๆเงินเดือนอาจไม่เยอะ แต่พอทำไปนานๆเงินเดือนเยอะขึ้น กลับไม่มีเงินออม และมีภาระหนี้&amp;nbsp; &amp;nbsp;หนี้ครัวเรือนจำนวนมากจึงยังหาทางออกไมได้&amp;nbsp; ซึ่งการแก้ปัญหาโดยใช้นโยบายมหภาค ทั้งการพักชำระหนี้ ลดดอกเบี้ย หรือยืดระเวลาเวลาหนี้ ก็แก้ปัญหา เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมพวกที่เป็นหนี้ไม่ได้&amp;nbsp; ดังนั้น วิธีการแก้ต้องแก้ด้วยวิธีระดับจุลภาค ไม่ใช่มหภาค&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยเฉพาะภาคเกษตรผู้ว่าฯแบงก์ชาติ บอกว่า มีความซับซ้อนมาก การแก้ปัญหาแบบมหภาค อาจช่วยบรรเทาปัญหาได้ แต่ไม่สามารถแก้ปัญหาได้ทั้งหมด ทำให้เราต้องหันมาดูบริบทของปัญหาที่แท้จริง ซึ่งเศรษฐกิจไทยมีปัญหาเชิงโครงสร้าง ต้องมาดูที่ข้อต่อต่างๆในระบบ ภาคเกษตรของเรา มีปัญหาเรื่องรายได้ไม่ดีมาตลอด พบว่าผลผลิตคตอบแทนต่อพื้นที่ของไทยยังอยู่ในอันดับท้ายๆในอาเซียน&amp;nbsp; อยู่เหนือเพียงพม่าเท่านั้น ซึ่งเป็นโจทย์ที่ใช้หลักบริหารมหภาคมาแก้ไม่ได้ แต่ ต้องเข้าไปดูรายละเอียด เช่น เรามีต้นทุนค่าปุ๋ย ค่ายาฆ่าแมลง มากกว่าประเทศอื่นหรือไม่&amp;nbsp; อาจต้องแนะนำให้เกษตกรหันไปทำเกษตรเชิงปราณีตแทน นาแปลงใหญ่&amp;nbsp; ในพื้นที่เล็กกว่าเดิม แต่สามารถลดต้นทุนแต่ให้ผลตอบแทนต่อพื้นที่มากกว่าเดิม จะเป็นการดีกว่าหรือไม่&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ไม่มีนโยบายมหภาคใดที่จะแก้ปัญหาหนี้สินเกษตรกรได้เบ็ดเสร็จ หรือใช้นโยบายแบบท็อปดาวน์ จากบนลงล่างมาแก้ โดยไม่ดูปัญหาประชาชน ไม่มีนโยบายการเงินหรือหลักเศรษฐศาสตร์ใด&amp;nbsp; ที่แก้ปัญหาหนี้สินเกษตรกรได้โดยลำพัง ทุกภาคส่วนต้องช่วยกัน โดยเริ่มจากประชาชน เกษตรกร ภาครัฐ&amp;nbsp; แล้วเอาปัญหาเกษตรกรเป็นตัวตั้ง ซึ่งผมถือว่านโยบายปิดทองเดินมาถูกทางแล้ว การทำงานของปิดทอง ที่ทำตามแนวพระราชดำริ ถือว่าได้มีผลเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของคนชนบท ให้รู้จักการมีเหตุผล รู้จักความพอเพียง และสร้างภูมิคุ้มกันให้ตัวเอง ทั้งปัญหาหนี้ครัวเรือน&amp;nbsp; และจะเป็นกันชนไม่ให้เราได้รับผลกระทบจากความผันผวนของโลกภายนอกได้อย่างดี ไม่ว่าจะเป็นปัญหาเบร็ทซืท ปัญหาอเมริกากับจีน หรือตอนนี้ก็คือ อินเดีย กับ ปากีสถาน ซึ่งโลกต่อไปจะมีปัญหาแบบนี้เยอะขึ้น ถ้าเราไม่มีภูมิคุ้มกัน เราก็จะได้รับผลกระทบ อีกทั้ง ต่อไปคนวัยทำงานของเราจะลดลง ดังนั้น คนที่ทำอยู่จะต้องเก่งขึ้น และทำให้ได้ผลผลิตที่สูงขึ้น&amp;nbsp; การทำเกษตรแบบไมโคร หรือจุลภาคน่าจะเป็นคำตอบ&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านดร.ปรเมธี ปลัด พม.นำเสนอปัญหาของตนในวัยเกษียณว่า ขณะนี้ ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุเต็มตัว แต่ผู้สูงอายุเหล่านี้กลับไม่มีเงินออม หรือมีเงินออมในระดับต่ำ&amp;nbsp; และแบงก์ชาติยังบอกว่าเรามีหนี้ครัวเรือนมาก ผู้สูงอายุที่เกษียณแล้ว แทนที่ไม่มีหนี้ กลับมีหนี้ เป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วง นอกจากนี้ ถ้าดูจากนโยบายหาเสียงของพรรคการเมืองต่างๆ ล้วนให้ความสำคัญกับการสร้างความยั่งยืนน้อย ส่วนใหญ่ให้ความสำคัญกับการเพิ่มเงินในกระเป๋าของประชาชน แล้วอย่างนี้ จะสร้างความยั่งยืนได้อย่างไร ซึ่งการสร้างความยั่งยืน เป็นสิ่งที่หลักเศรษฐกิจพอเพียง ให้ความสำคัญ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วน ดร.อานนท์ กล่าวว่า ที่ผ่านมา มีการใช้นโยบายระดับมหภาค ที่ค่อนข้างแข็งตัว ซึ่งอยากเห็นนโยบายมหภาค มาสู่ช่องทางการทำแบบจุลภาคได้ และมีความเหมาะสมกับแต่ละพื้นที่แก้ปัญหา เรื่องนี้ ต้องมีการพูดคุยระดับนโยบาย&amp;nbsp; การแก้ต้องใช้ 2ทางคือ จากบนลงล่างและจากล่างขึ้นบน อย่างเรื่องปัญหาฝุ่นพิษ PM2.5 จะแก้ระดับนโยบายไม่ได้ ต้องแก้ที่ชุมชนด้วย ส่วนการทำงานของปิดทองที่วัดผลจากรายได้ของจังหวัดหรือชุมชน เป็นการวัดผลเขิงเศรษฐกิจรายได้ แต่จริงๆในการทำงาน ยังมีความผันผวนของสิ่งแวดล้อมแทรกอยู่ ซึ่งควรมีการวัดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม และทางGISTDA สามารถเข้าไปช่วย โดยใช้ดาวเทียม เป็นเครื่องมือ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากซ้ายไปขวา -ดร.วิรไท สันติประภพ,ม.ร.ว.ดิศนัดดา ดิศกุล,ดร.ปรเมธี วิมลศิริ ปลัดกระทรวงพม.และดร.อานนท์ สนิทวงศ์ ผอ.GISTDA&amp;nbsp; มาร่วมเสวนา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นิทรรศการ แสดงผลสำเร็จการดำเนินงานของปิดทองในรอบ 9ปี (รหัสภาพ IMG0028 ) ที่แยกมาน่าจะเพราะไฟล์ใหญ่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/30411</URL_LINK>
                <HASHTAG>ปรเมธี  วิมลศิริ, ผู้ว่าแบงก์ชาติ, ม.ร.ว.ดิศนัดดา ดิศกุล, วิรไท สันติประภพ, สถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระสืบสานตามแนวพระราชดำริ, อานนท์ สนิทวงศ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190304/image_big_5c7c86ca76e14.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>11067</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/06/2018 17:37</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/06/2018 17:30</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พบ เด็กม.ต้นกว่า 91.8% เกี่ยวข้องกับการพนันเพราะคนใกล้ตัว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สสส. จับมือ พม.เร่งสร้างภูมิคุ้มกันเด็กไทยรู้ทันภัยพนัน &amp;nbsp;ก่อนเริ่มต้นเทศกาลบอลโลก 2018 พบตัวเลข ปี 61 พบเด็กม.ต้น ร้อยละ 91.8 รู้จักเล่นพนันจากคนใกล้ตัว &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายปรเมธี &amp;nbsp;วิมลศิริ ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) กล่าวว่า การแข่งขันฟุตบอลโลก (World Cup 2018) ที่ประเทศรัสเซีย ได้กำหนดขึ้น &amp;nbsp; ในระหว่างวันที่ 14 มิถุนายน &amp;ndash; 15 กรกฎาคม 2561 &amp;nbsp;คาดว่าจะเป็นช่วงเวลาที่การพนันฟุตบอลออนไลน์ &amp;nbsp; &amp;nbsp;จะเข้ามามีผลกระทบต่อเด็กและเยาวชนในประเทศไทยมากที่สุด เนื่องจากเด็กและเยาวชนในปัจจุบันสามารถเข้าถึงสื่อโซเซียลมีเดียได้ตลอดเวลาผ่านอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากการสำรวจของ สสส. พบว่า การพนันออนไลน์ที่เด็กและวัยรุ่นนิยมเล่นสูงสุดคือ การทายผลฟุตบอลออนไลน์ ในรอบ 1 ปี ระหว่าง ปี 2558 &amp;ndash; 2559 มีเว็บไซต์เล่นพนันออนไลน์มากถึง 213,000 เว็บไซต์ ดังนั้น กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ จึงเล็งเห็นถึงความสำคัญและความเร่งด่วนของปัญหาดังกล่าว ที่มีผลต่ออนาคตของชาติ จึงร่วมมือกับ สสส. ภายใต้โครงการสื่อสารสาธารณะเพื่อลดปัจจัยเสี่ยงทางสังคม มูลนิธิรณรงค์หยุดพนัน SF World Cinema และศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ จัดทำโครงการผลิตสื่อรณรงค์ประเด็นการพนันในช่วงการแข่งขันฟุตบอลโลก 2018 ขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายปรเมธี กล่าวต่อว่า โครงการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประชาสัมพันธ์ให้เด็กและเยาวชนเกิดความตระหนัก รู้เท่าทัน ไม่ตกเป็นเหยื่อของการพนันฟุตบอลออนไลน์ในช่วงฟุตบอลโลก โดยมีสภาเด็กและเยาวชนแห่งประเทศไทย ในฐานะกลไกของเด็กและเยาวชน มีส่วนร่วมในการแสดงความรู้ความสามารถเพื่อแก้ไขปัญหานี้ ด้วยการจัดโครงการผลิตสื่อรณรงค์ประเด็นการพนันในช่วงการแข่งขันฟุตบอลโลก 2018 (ในรูปแบบภาพยนตร์สั้น 8 นาที) สำหรับผลงานในโครงการผลิตสื่อรณรงค์ที่ได้รับรางวัล จะได้รับการเผยแพร่ผ่านสื่อสาธารณะ อาทิ Facebook Line สื่อวิทยุโทรทัศน์ และช่องทางสื่อต่างๆ ของภาคีเครือข่าย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้าน นายสุปรีดา อดุลยานนท์ ผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวว่า จากการสำรวจสถานการณ์ พฤติกรรม และผลกระทบการพนันในประเทศไทย ปี 2560 &amp;nbsp;โดยคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับ ศูนย์วิจัยเพื่อการพัฒนาสังคมและธุรกิจ (SAB) พบว่า คนไทยร้อยละ 75.2 หรือเกือบ 40 ล้านคน เคยเล่นพนัน มีจำนวนผู้เล่นพนันฟุตบอลในประเทศไทยสูงถึงราว 2.5 ล้านคน มีเยาวชนอายุ 15-25 ปี กว่า 6 แสนคน &amp;nbsp; โดยมีนักพนันหน้าใหม่ที่เริ่มเล่นพนันครั้งแรกกว่า 1.1 แสนคน มีวงเงินหมุนเวียนในตลาดการพนันประเภทนี้สูงถึง 140,016 ล้านบาท นอกจากนี้ ผลการสำรวจนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น ม.1 ถึง ม.3 ปี 2561 &amp;nbsp;ยังพบว่า เด็กร้อยละ 91.8 รู้จักเล่นพนัน จากคนในครอบครัว คนในชุมชน และญาติ ในจำนวนนี้มากกว่า 1 ใน 4 บอกว่ารู้สึกอยากเล่นพนันเมื่อเห็นผู้ใหญ่เล่น &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนในโลกโซเชียล เด็กร้อยละ 72.1 เคยพบเห็นโฆษณาเชิญชวนให้เล่นพนัน ในจำนวนนี้ร้อยละ 14.6 ตามไปเล่นพนันตามช่องทางที่เชิญชวน จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจที่เด็กมากถึงร้อยละ 51.8 เคยเล่นการพนันโดยใช้เงินเดิมพัน โดยการพนันที่ใช้เงินเดิมพันมากที่สุด 3 อันดับแรกคือ พนันออนไลน์ พนันบอลกินเงิน และพนันกีฬาอื่นๆ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;ldquo;สสส. ตระหนักถึงความรุนแรงของปัญหา จึงร่วมมือกับ พม. และภาคีเครือข่าย &amp;nbsp;จัดทำโครงการสื่อสารสาธารณะเพื่อลดปัจจัยเสี่ยงทางสังคม เพื่อให้เยาวชนรู้จักใช้ความคิดสร้างสรรค์ในการสื่อสารประเด็นการรู้เท่าทันผลกระทบจากการเล่นพนัน สร้างภูมิคุ้มกันและสภาพแวดล้อมปกป้องเด็กและเยาวชน ซึ่งในครั้งนี้ได้ใช้วิธีสะท้อนแนวคิดของเด็กและเยาวชนผ่านภาพยนตร์สั้น เกี่ยวกับผลกระทบจากการเล่นพนันออนไลน์ เพื่อเป็นการเปิดพื้นที่ให้คนกลุ่มนี้แสดงศักยภาพในการแก้ไขปัญหาสังคม ตลอดจนมีบทบาทในการขับเคลื่อนรณรงค์ร่วมกับภาคีเครือข่ายภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม&amp;rdquo; ผู้จัดการกองทุน สสส. กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/11067</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์, ปรเมธี  วิมลศิริ, พนันฟุตบอลโลก, พนันออนไลน์, มัธยมต้น, สสส.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180610/image_big_5b1cfd8134bb9.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
